สมเด็จพระพุฒาจารย์

(อาจ อาสภมหาเถร :   ป.ธ.๘)

อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
อดีตเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก รูปที่ ๔
อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม
สถานะเดิม สมเด็จพระพุฒาจารย์ นามเดิม อาจ ดวงมาลา ฉายา อาสโภ (8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2446 - 8 ธันวาคม พ.ศ. 2532) เป็นสมเด็จพระราชาคณะ อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ที่นำการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่ (แบบยุบหนอ-พองหนอ) จากพม่ามาเผยแพร่ในไทย

สมเด็จพระพุฒาจารย์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๘ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๖ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีเถาะ เบญจศก ณ บ้านโต้น ตำบลบ้านโต้น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น  มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๔ คน เป็นชาย ๒ คน หญิง ๒ คน คือ

    ๑. สมเด็จพระพุฒาจารย์  (พระมหาอาจ ดวงมาลา)

    ๒. นางบี้ บุรี (สมรสกับนางเฮียง)

    ๓. นายอำเภอเพิ่ม ดวงมาลา (สมรสกับนางพิกุล)

    ๔. นางเอื้อ จอมเพ็ชร (สมรสกับนายสร้อย)

บรรพชา พ.ศ. ๒๔๕๙ เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดศรีจันทร์ ตำบลบ้านโต้น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยพระอาจารย์หน่อ เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์
อุปสมบท    เมื่ออายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๖ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๘ ปีกุน เบญจศก ณ พัทธสีมาวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ กรุงเทพมหานคร โดยพระธรรมไตรโลกาจารย์ (สมเด็จพระวันรัต เขมจารีมหาเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ขณะยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมไตรโลกาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ พระญาณสมโพธิ (สวัสดิ์ กิตฺติสาโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) ขณะยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระศรีสมโพธิ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาว่า อาสโภ และสอบบาลีได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ในปีที่อุปสมบทนั่นเอง
   เมื่ออุปสมบทแล้ว พระมหาอาจ อาสโภ ก็ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมต่อ จนสอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม ๘ ประโยค
วิทยฐานะ
  • พ.ศ.๒๔๔๑ สอบไล่ได้ครูเทียบเท่าชั้น ม.๖ ร.ร.ขอนแก่นวิทยาคาร
  • พ.ศ.๒๔๖๔ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ
  • พ.ศ.๒๔๖๕ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ
  • พ.ศ.๒๔๖๖ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ
  • พ.ศ.๒๔๖๗ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ
  • พ.ศ.๒๔๖๘ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ
  • พ.ศ.๒๔๖๙ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ
  • พ.ศ.๒๔๗๑ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ
  • พ.ศ.๒๔๗๑ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๗ ประโยค สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ
  • พ.ศ.๒๔๗๒ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๘ ประโยค สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ
การปกครอง
  • พ.ศ.๒๔๗๔ ไปตรวจการคณะสงฆ์และเทศน์สอนประชาชนในนามเจ้าคณะมณฑลอยุธยา ในเขตจังหวัดสระบุรี
    ทุกอำเภอ ทุกตำบล
  • พ.ศ.๒๔๗๕ ย้ายไปอยู่วัดสุวรรณดารามจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นรองเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราม
  • พ.ศ.๒๔๗๖ เป็นพระอุปัชฌาย์ประเภทวิสามัญ
  • พ.ศ.๒๔๗๖ เป็นพระคณาจารย์โทในทางเทศนา
  • พ.ศ.๒๔๗๗ เป็นเจ้าคณะตำบลสำเภาล่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ.๒๔๗๘ เป็นเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราม
  • พ.ศ.๒๔๗๘ เป็นเจ้าคณะอำเภอบางประหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ.๒๔๘๒ เป็นรองเจ้าคณะมณฑลอยุธยา
  • พ.ศ.๒๔๘๔ เป็นพระคณาจารย์เอกทางศาสนา
  • พ.ศ.๒๔๘๕ เป็นสมาชิกสังฆสภา
  • พ.ศ.๒๔๘๖ เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค ๔
  • พ.ศ.๒๔๘๘ เป็นเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ.๒๔๙๑ ย้ายจากเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ กรุงเทพมหานคร
  • พ.ศ.๒๔๙๑ เป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง
  • พ.ศ.๒๕๐๕ - พ.ศ.๒๕๐๙ ถูกมารผจญ ถูกปล้นผ้าไตรจีวรและย้ายที่จำพรรษาไปอยู่ที่วัดสันติปาราม (กองตำรวจสันติบาล) ปทุมวัน หลังจากพ้นมลทิน โดยคำพิพากษาศาลทหารกรุงเทพฯ แล้วกลับไปจำพรรษาที่วัดมหาธาตุฯ ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และได้รับการถวายสมณศักดิ์คืนมา
  • พ.ศ.๒๕๒๘-๒๕๒๓ เป็นสังฆปาโมกข์ตรวจชำระพระอภิธรรมปิฎกฉบับเฉลิมพระเกียรติ
  • พ.ศ.๒๕๓๒ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
การศึกษา
  • พ.ศ.๒๕๖๑-๒๔๖๓ เป็นครูสอนประจำโรงเรียนประชาบาลวัดกลางเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
  • พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นผู้อำนวยการศาสนศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    • จัดตั้งการศึกษาภาษาบาลีขึ้นที่วัดสุวรรณดาราม
    • เป็นกรรมการศึกษาประชาบาลอำเภอกรุงเก่า
    • เป็นกรรมการแปลพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย
    • เป็นหัวหน้ากองตรวจสำนวนฝ่ายพระอภิธรรม
    • เป็นกรรมการแห่งสภาการศึกษาคณะสงฆ์
  • พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา เป็นแม่กองธรรมสนามหลวง
  • พ.ศ. ๒๔๙๐ เดินทางไปเปิดสอบธรรมสนามหลวง ที่รัฐเคดาห์ประเทศมลายู (มาเลเซีย ปัจจุบัน) เป็นครั้งแรก
  • พ.ศ. ๒๔๙๑ เป็นนายกมหาธาตุวิทยาลัยดำรงตำแหน่งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดตั้งโรงเรียนบาลีมัธยมศึกษา ม.๑ - ม.๓
  • พ.ศ. ๒๔๙๔ ตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานถาวร
  • พ.ศ. ๒๔๙๖ ประกาศตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานถาวรเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ไทยไปร่วมประชุมฉัฏฐสังคายนา ที่ประเทศพม่า
  • พ.ศ. ๒๔๙๘ ก่อสร้างอาคารเรียนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นตึก ๓ ชั้น แบบศิลปะไทย
  • พ.ศ.๒๕๐๑ จัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย จัดตั้งสำนัก “ธรรมวิจัย”
การเผยแผ่ / รางวัลที่ได้รับ
  • พ.ศ. ๒๔๗๓ เป็นพระธรรมกถึกไปแสดงธรรมสอนประชาชนในเขตจังหวัดชัยนาททั่วทุกตำบล และทุกอำเภอ
  • พ.ศ.๒๔๘๖ เป็นหัวหน้าคณะปรับปรุงและส่งเสริมพระศาสนาในภาคพายัพประกอบด้วยพระราชาคณะ, พระมหาเปรียญ, ข้าราชการกรมการศาสนาและอนุศาสนาจารย์ประมาณ ๓๐ รูป/ท่านไปในท้องที่ ๗ จังหวัด
  • พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นรองหัวหน้าคณะสมณทูตไปเจริญศาสนไมตรีกับประเทศพม่า
  • พ.ศ. ๒๔๙๙ จัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างพระวิปัสสนาจารย์ทั่วประเทศเป็นระยะเวลาติดต่อกันมา ๒๕ ปี
  • พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๐๒ เดินทางรอบโลกไปเผยแผ่การพระศาสนาและวัฒนธรรมในประเทศต่าง ๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ร่วมกับองค์การส่งเสริมศีลธรรมซึ่งมีชื่อย่อว่า เอ็ม.อาร์.เอ
สมณศักดิ์
  • ๘ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่ “พระศรีสุธรรมมุนี”
  • ๑ มีนาคม ๒๔๘๒ เป็นพระราชาคณะเสมอชั้นราชในราชทินนามเดิม
  • ๑ มีนาคม ๒๔๘๙ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ “พระเทพเวทีตรีปิฎกคุณสุนทรธรรมภูษิต ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”
  • ๘ มิถุนายน ๒๔๙๐ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมในราชทินนามที่ “พระธรรมไตรโลกาจารย์ปรีชาญาณดิลก ตรีปิฎกคุณาลงกรณ์ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”
  • ๔ ธันวาคม ๒๔๙๒ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฎ ในราชทินนามที่ “พระพิมลธรรมมหันตคุณ วิบุลปรีชาญาณนายก ตรีปิฎกคุณาลังการภูษิต ยติกิจสาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”
  • ๕ ธันวาคม ๒๕๒๘ เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฎในราชทินนามที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์”สมถวิปัสสนาญาณปรีชา อรัญญิกมหาปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี
มรณภาพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) อาพาธ และได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบด้วยภาวะหัวใจวาย เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เวลา ๑๑.๑๕ น. ณ โรงพยาบาลสยาม กรุงเทพมหานคร สิริชนมายุได้ ๘๖ ปี ๑ เดือน พรรษา ๖๖

การตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ ตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นเวลา ๑๐๐ วัน ครบเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยมีคณะเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายทุกคืนทุกวัน บางวันมีคณะเจ้าภาพหลายคณะร่วมบำเพ็ญกุศล และตลอดมาจนถึงวันที่ ๑๔เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้ทรงพระกรุณาโปรดออกเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร

คติธรรม จงชนะความร้าย ด้วยความดี