พระครูพิศาลอรัญญเขตร์

(บุญมี พิสารธมฺโม :  )

เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นรูปแรก (พ.ศ. ๒๔๕๒ - ๒๔๗๑)
สถานะเดิม    นามเดิม บุญมี ขุมดินพิทักษ์ (ขี่) เกิดเมื่อวันที่ ๑๒  พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๙ ปีชวด อัฐศกจุลศักราช ๑๒๓๘ รัตนโกสินทร์ศก ๙๕ เดือนกุมภาพันธ์ (มี๒๙  วัน) ที่บ้านโพธิ์ขุมดิน หมู่ ๕ ตำบลพระบุ อำเภอพระยืน (เดิมอำเภอเมือง)  จังหวัดขอนแก่น มีบิดาชื่อท้าวขุนทิพย์ ขุมดินพิทักษ์ มารดาชื่อนางนกแก้ว ขุมดินพิทักษ์  มีที่น้อง ๔ คน  คือ
๑.  เด็กชายบุญมี ขุมดินพิทักษ์ (ขี่)  (พระครูพิศาลอรัญญเขตร์)
๒. เด็กชายบัวฮอง ขุมดินพิทักษ์
๓. เด็กชายอ่อง ขุมดินพิทักษ์
๔. เด็กชายสำรอง ขุมดินพิทักษ์
บรรพชา เมื่ออายุ ๑๖ ปี ท่านขออนุญาตพ่อแม่บรรพชาเป็นสามเณร ในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ บวชอยู่ประมาณ ๔ ปี ก็ยิ่งมั่นใจในการอยู่มากขึ้น เพราะได้รับมอบหมายจากพระอาจารย์ให้สอนหนังสือแก่พระภิกษุและสามเณรที่บวชใหม่
อุปสมบท ปี พ.ศ. ๒๔๒๙ ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูจาน อานนฺโท เป็นพระอุปัชฌาย์ที่วัดกลาง เมืองเก่าขอนแก่น
วิทยฐานะ
การปกครอง
การศึกษา ท่านไม่ได้เข้ารับการศึกษาอย่างเป็นทางการ เพราะการศึกษาในสมัยนั้นไม่เจริญ แต่ก็ได้เข้าช่วยงานทางบ้านด้วยการทำไร่ไถนาตามสภาพสมัยนั้น เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี ท่านขออนุญาตพ่อไปอยู่วัด เพื่อศึกษาเล่าเรียนตามวัดใหญ่ เช่น วัดบ้านโต้น โดยเรียนหนังสือลาวจากใบลานที่จานไว้และเรียนภาษาไทยขั้นใหญ่ซึ่งมาจากกรุงเทพฯ บ้าง พออ่านออกเขียนได้แล้วก็อยากเรียนต่อไป
การเผยแผ่ / รางวัลที่ได้รับ พระครูพิศาลอรัญญเขตร์ เป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพดี ร่างกายสูงโปร่งเรียวบอบบาง เสียงไพเราะเสียงสวดมนต์ เสียงให้ศีลไพเราะมีเสน่ห์ มีปฏิสันถารดี เก่งและฉลาด เป็นครูต้นแบบของสามเณร คำตา ดวงมาลา
สมณศักดิ์
  • พ.ศ. ๒๔๓๑ ท่านได้รับเถราภิเษกเป็นซาบุญมี พิสารธมฺโม เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อยากแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจึงขอลาญาติโยมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ที่วัดบวรนิเวศวิหาร (ฝ่าธรรมยุตนิกาย) อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีเพื่อนสหธรรมิกหลายรูป เช่น พระครูธรรมธร เจ้าคณะ ๒
  • พ.ศ. ๒๔๔๐ ท่านกลับจากกรุงเทพฯ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ประจำตำบลพระลับ จังหวัดขอนแก่น
  • พ.ศ. ๒๔๕๒ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูพิศาลอรัญญเขตร์ และเป็นเจ้าคณะจังหวัดรูปแรก (สมัยนั้นเรียกเจ้าคณะเมือง) ได้บริหารราชการทางพุทธจักรขึ้นสู่มณฑลอุดรตลอดมา

    พระครูพิศาลอรัญญเขตร์ เมื่อกลับมาจากกรุงเทพฯ แล้วก็ได้จัดการเรียนการสอนแก่พระภิกษุสามเณรและเด็กวัด โดยเน้นหนังทางภาษาไทยมากขึ้น มีศิษยานุศิษย์ได้รับแสงสว่างทางภาษาจนถึงบัดนี้ก็ว่าได้ ศิษยานุศิษย์ผู้มีความรู้และเป็นที่นับถือมีหลายท่าน เช่น หลานชายของท่านเป็นสามเณรรูปหนึ่งชื่อสามเณรคำตา ดวงมาลา ท่านได้ส่งไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ โดยส่งฝากไปอยู่กับเพื่อนชื่อพระครูธรรมธร ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งพระครูธรรมธร นำสามเณรคำตา ดวงมาลา ไปอยู่ที่วัดชนะสงครามแต่เรียนหนังสือที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ก็ได้ดีขนาดได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จมหาสังฆราช เป็นต้น
   คราวดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ท่านได้เที่ยวจาริกกลับบ้านเกิดได้สร้างวัดขึ้นที่บ้านโพธ์ขุมดินที่ริมหนองสิมโดยตั้งขื่อวัดว่าวัดป่าตาล ท่านได้เทียวมายังภูมิลำเนาซึ่งพร้อมกับทายกทายิกาสมัยนั้นจาก พ.ศ. ๒๔๕๒ - ๒๔๗๐ วัดดังกล่าวตั้งอยู่ในที่ที่ไม่มีญาติโยมนัก ระยะหลัง ขาดเจ้าอาวาสที่มีความรู้มาบริหารขาดคนบำรุงจึงทำให้กลายเป็นวัดร้าง ไม่เหลือแม้แต่หลักฐาน

มรณภาพ พระครูพิศาลอรัญญเขตร์บริหารราชการฝ่ายพุทธจักร ด้วยการปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๒ – ๒๔๗๑ รวมระยะเวลา ๑๙ พรรษา ท่านมีรูปร่างเรียวบอบบางไม่สามารถหลบหลีกธรรมชาติสัจธรรมไปได้ ท่านเจ็บป่วยด้วยโรคท้องคือปวดท้องอย่างหนักซึ่งสมัยนั้นการแพทย์ยังไม่เจริญ ท่านทนพิษของโรคไม่ไหวจึงได้มรณภาพจากญาติโยมและศิษยานุศิษย์ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของลูกหลานในวันพุธที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๖ ปีระกา รวมสิริอายุได้ ๕๒ ปี ๓๓ พรรษา
คติธรรม